วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
คุณค่าทางอาหารและทางยาของสมุนไพรมะรุม
มะรุมจัดเป็นพืชที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก เพราะสามารถใช้เป็นอาหาร โดยส่วนใบ ผล (ฝัก) ดอก และ ผลอ่อนของมะรุมได้รับการจัดให้เป็นผักที่มีคุณค่าทางอาหารสูงในหลายประเทศ โดยเฉพาะในประเทศอินเดีย ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ ฮาวาย และอีกหลายประเทศในทวีปแอฟริกา มีรายงานว่าใบของมะรุมประกอบด้วยเบต้าแคโรทีน โปรตีน วิตามินซี แคลเซียม และโปแตสเซียมปริมาณสูง ซึ่งจัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติที่ดี จึงช่วยยืดอายุของอาหารที่มีไขมันปริมาณสูงได้เนื่องจากมีสารต้านอนุมูลอิสระที่หลากหลาย ได้แก่ กรดแอสคอร์บิก สารประกอบฟลาโวนอยด์ ฟีนอลลิก และแคโรทีนอยด์ (2) ในประเทศฟิลิปปินส์ มะรุมถูกเรียกว่า mother’s best friend เพราะสามารถช่วยกระตุ้นการสร้างน้ำนมในหญิงให้นมบุตรได้ และในบางครั้งก็อาจใช้สำหรับรักษาโลหิตจางด้วย(3) นอกจากนี้ทุกส่วนของต้นมะรุมยังถูกนำมาใช้ประโยชน์ได้อีกมากมาย เช่น ส่วนใบและกากเมล็ดที่เหลือจากการบีบน้ำมันนำมาทำเป็นอาหารสัตว์ ใบนำมาทำปุ๋ยและก๊าซชีวภาพ เนื้อไม้ให้สีย้อมสีน้ำเงิน น้ำหวานจากเกสรดอกไม้นำมาทำน้ำผึ้ง เปลือกไม้ใช้ทำเชือก หรือเนื้อไม้ใช้ทำกระดาษ เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้นมะรุมยังมีคุณสมบัติทางยาอีกมากมาย เช่น ต้านการอักเสบ ขับลม แก้ไข้ แก้เจ็บคอ ลดความดัน เป็นต้น เกือบทุกส่วนของมะรุม ได้แก่ ราก เปลือกต้น ยางไม้ ใบ ผล (ฝัก) ดอก เมล็ด และน้ำมันจากเมล็ด เคยใช้เป็นยาพื้นบ้านของทวีปเอเชียใต้ เช่น ใช้รักษาอาการอักเสบและติดเชื้อ โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบทางเดินอาหาร และความผิดปกติของตับและไต (4) น้ำมันที่สกัดจากเมล็ด (ben oil) สามารถใช้ทำอาหาร รักษาโรคปวดตามข้อ โรคเก๊าต์ รักษาโรครูมาติซัม และรักษาโรคผิวหนัง แก้ผิวแห้ง ใช้แทนยารักษาผิวให้ชุ่มชื้น รักษาโรคอันเกิดจากเชื้อรา เนื้อในเมล็ดมะรุมใช้แก้ไอได้ดี การรับประทานเนื้อในเมล็ดเป็นประจำสามารถเพิ่มภูมิต้านทานให้ร่างกายได้ ใบช่วยแก้เลือดออกตามไรฟัน แก้อักเสบ ใบสดมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ เป็นต้น
คุณค่าทางอาหารและสารอาหารที่พบในมะรุม
ใบมะรุมมีคุณค่าทางอาหารสูง เหมาะสำหรับคนทุกเพศและวัย ในบางประเทศ เช่น เซเนกาลและเฮติ บุคลากรทางการสาธารณสุขจะใช้ผงของใบมะรุมตากแห้งในการรักษาภาวะทุพลภาพในเด็กเล็ก สตรีมีครรภ์ และให้นมบุตร ใบมะรุมทั้งรูปแบบดิบ ทำให้สุกแล้ว หรือตากแห้ง มีวิตามินและเกลือแร่ปริมาณสูงมาก Fuglie รายงานว่าผงใบแห้งขนาด 8 กรัม เพียงพอสำหรับเด็กอายุ 1-3 ปี เพราะมีโปรตีน (14%) แคลเซียม (40%) เหล็ก (23%) และวิตามินเอ ซึ่งเด็กต้องการในแต่ละวัน และใบขนาด 100 กรัม สามารถให้ปริมาณแคลเซียมถึงหนึ่งในสามที่ผู้หญิงต้องการในแต่วัน และยังให้ธาตุเหล็ก โปรตีน ทองแดง กำมะถัน และวิตามินบีด้วย
โรคริดสีดวงทวาร สามารถป้องกันได้
โรคนี้พบได้บ่อยทั้งเพศหญิงและเพศชาย อาการในระยะแรกจะไม่รุนแรง มักเป็นๆ หายๆ สามารถหายได้เองในระยะแรก อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะอายและไม่กล้าไปพบแพทย์ หากทิ้งไว้นานๆ โดยไม่รักษา อาจทำให้มีอาการรุนแรงมากขึ้น อย่างไรก็ตาม มักใช้เวลานานหลายปีก่อนจะมีอาการรุนแรงจนต้องรักษาโดยการผ่าตัด
โรคริดสีดวงทวารแบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ
1. ริดสีดวงทวารภายใน ริดสีดวงทวารชนิดนี้จะไม่ค่อยเจ็บปวด เนื่องจากบริเวณที่เป็นจะคลุมด้วยเยื่อบุของทวารหนัก ไม่มีเส้นประสาทรับความรู้สึกปวด
2. ริดสีดวงทวารภายนอก จะเป็นก้อนอยู่ข้างนอก มีผิวหนังคลุมอยู่ มักมีอาการคันและเจ็บมากกว่า ริดสีดวงภายใน เนื่องจากผิวหนังรอบทวารหนักมีเส้นประสาทรับความรู้สึกปวด
โรคริดสีดวงทวารยังสามารถแบ่งความรุนแรงของอาการและการโผล่ออกมาของริดสีดวงทวารได้ดังนี้
ระยะที่ 1 มีเส้นเลือดดำโป่งพองในทวารหนัก เวลาเบ่งถ่ายอุจจาระจะมีเลือดไหลออกมาด้วย หากท้องผูก เลือดจะยิ่งไหลออกมามากขึ้น เพราะมีการเสียดสีกับหลอดเลือดที่โป่งพองมากขึ้น
ระยะที่ 2 เมื่อถ่ายอุจจาระ ก้อนริดสีดวงจะโผล่ยื่นออกมา แต่สามารถหดกลับเข้าไปข้างในเองได้เมื่อถ่ายอุจจาระเสร็จ
ระยะที่ 3 ก้อนริดสีดวงจะโผล่ออกมาขณะถ่ายอุจจาระ และไม่สามารถหดกลับเข้าไปข้างในเองได้ ต้องใช้นิ้วช่วยดัน
ระยะที่ 4 ก้อนริดสีดวงโผล่ออกมาตลอดเวลา และไม่สามารถใช้มือดันกลับเข้าไปได้
สาเหตุของโรคริดสีดวงทวาร
สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคริดสีดวงทวารมากกว่าสาเหตุอื่นๆ ก็คือ ท้องผูกเรื้อรัง เนื่องมาจากพฤติกรรมที่ไม่ดีหลายๆ ประการ เช่น ไม่ค่อยได้รับประทานผักผลไม้ ดื่มน้ำน้อย ขับถ่ายไม่เป็นเวลา นั่งทำงานตลอดทั้งวัน ประกอบกับความเครียดในชีวิตประจำวัน ส่งผลให้เกิดอาการท้องผูกมากขึ้น
นอกจากท้องผูกเรื้อรังแล้ว ริดสีดวงทวารยังสามารถเกิดขึ้นได้จากภาวะท้องเสียเรื้อรัง การตั้งครรภ์ซึ่งจะหายไปได้เองหลังการคลอดบุตร หรืออาจเกิดจากพันธุกรรม ความชรา การยกของหนัก หรือการยืนนานๆ
การรักษาโรคริดสีดวงทวาร
การรักษามีหลายวิธี โดยพิจารณาจากชนิดและความรุนแรงของโรคเป็นหลัก ในระยะต้นๆ จะใช้การรักษาด้วยยา เช่น ยาที่ทำให้อุจจาระนุ่ม หรือยาสเตียรอยด์เหน็บทวาร เพื่อลดการอักเสบ ควรใช้ยาเมื่อมีอาการเท่านั้นและไม่ควรใช้ยาติดต่อกันนานๆ
หากใช้ยาแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น อาจใช้ยางชนิดพิเศษรัดริดสีดวงทวาร ซึ่งได้ผลดี ไม่เจ็บ และสามารถทำได้บ่อยๆ บางแห่งอาจรักษาด้วยการจี้ริดสีดวงทวาร เช่น การจี้ด้วยอินฟราเรด แต่ไม่จำเป็นนัก
โดยทั่วไปหากอาการไม่รุนแรงจริงๆ ก็ไม่จำเป็นต้องถึงขั้นผ่าตัด ยกเว้นบางรายที่เป็นทั้งริดสีดวงภายนอกและภายในพร้อมกัน ซึ่งไม่สามารถใช้ยางรัดได้ เพราะจะเจ็บมาก หรือมีภาวะแทรกซ้อน เช่น เส้นเลือดอุดตัน ปวดมาก หรือหัวริดสีดวงเน่าจากการขาดเลือด จึงจะรักษาด้วยการผ่าตัด
ปัจจุบันมีวิทยาการใหม่ๆ ที่ใช้ในการผ่าตัด ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยเจ็บน้อยลง ใช้ระยะเวลาในการพักฟื้นน้อยลง ไม่มีผลข้างเคียงหลังการผ่าตัด และสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้เร็วกว่าการผ่าตัดแบบเดิม แต่ค่าใช้จ่ายก็สูงขึ้นด้วย
วิธีป้องกันโรคริดสีดวงทวาร
- ระวังอย่าให้ท้องผูก ด้วยการรับประทานอาหารที่มีเส้นใยมากๆ เช่น ผัก ผลไม้
- ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว เพื่อทำให้อุจจาระนิ่มขึ้น สะดวกต่อการขับถ่าย และลดการเสียดสีกับเส้นเลือดที่โป่งพองบริเวณทวารหนัก
- ฝึกอุปนิสัยถ่ายอุจจาระให้เป็นเวลาทุกวัน
- ออกกำลังกายเป็นประจำ จะทำให้ระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้น
แม้ว่าโรคริดสีดวงทวารจะไม่มีอันตรายมากนัก ส่วนใหญ่จะมีเลือดออกไม่มาก แต่ก็มีบางรายที่มีเลือดออกจนช็อก แต่ที่ควรระวังมากกว่านั้นก็คือ การถ่ายเป็นเลือดอาจจะไม่ใช่โรคริดสีดวง ทวารก็ได้
การ ถ่ายเป็นเลือดอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น โรคแผลที่ทวารหนัก เนื้องอก หรือมะเร็ง ดังนั้น หากมีอาการถ่ายเป็นเลือด ไม่ควรรักษาด้วยตัวเอง ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจให้แน่ใจว่าเกิดจากสาเหตุใด
ลดน้ำหนักด้วย"กาแฟลดอ้วน" เทรนด์สุขภาพที่ไร้ประโยชน์
นพ.นรังสันต์ พีรกิจ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ให้ปรากฎการณ์การแห่บริโภคกาแฟลดความอ้วนของคนไทยว่า กาแฟประเภทนี้มีมานานแล้ว และขึ้นทะเบียนตำรับอาหารในประเภทอาหาร ซึ่งการขอขึ้นทะเบียนอนุมัติประเภทนี้อย.มักจะให้ความสะดวกแก่เจ้าของ ผลิตภัณฑ์อยู่แล้ว ระเบียบและขั้นตอนการขอไม่ยุ่งยากและมักจะอนุมัติมาตลอด ซึ่งกาแฟก็ถือเป็นสิ่งที่คนไทยนิยมบริโภค ดังนั้นการขอขึ้นทะเบียนกาแฟเหล่านี้จึงเป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็ว
“ปัญหามันอยู่ที่การโหมโฆษณาและการโหมทำการตลาดของผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ที่ต้องการเพิ่มมูลค่าและต้องการเป็นที่สนใจ เตะตาแก่ผู้บริโภค จึงเพิ่มทางเลือกในการจูงใจเปลี่ยนกาแฟธรรมดาๆ ที่ดื่มกันทุกเช้าให้กลายเป็นกาแฟพิเศษที่มีความต่างออกไป”
รองเลขาธิการอย.อธิบายต่อไปว่า เป็นข้อจำกัดของอย.อยู่มากเหมือนกันที่การตรวจหาสารต่างๆ ที่ผสมอยู่ในผงกาแฟที่ถูกโฆษณาว่าเป็นกาแฟลดความอ้วน เนื่องจากอย.ยังไม่มีกฎการตรวจสอบส่วนผสมอย่างละเอียด ทุกวันนี้การตรวจสอบส่วนผสมจึงเป็นไปในลักษณะของการขอร้องผู้ผลิต ให้แจ้งส่วนผสมให้ถูกต้องกับที่ผสมลงไปในผลิตภัณฑ์ แล้วใช้วิธีสุ่มตรวจเป็นชนิดๆ ไป ซึ่งทำให้การตรวจสอบไม่ละเอียดและไม่ทั่วถึง
“ขณะนี้กำลังผลักดันประกาศเพิ่มเติมเกี่ยวกับส่วนผสมของผลิตภัณฑ์และ ฉลาก ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เวลาพอสมควรแต่เราจะพยายามให้เร็วที่สุด ช้าไม่ได้ ตั้งใจไว้ว่าจะต้องให้เสร็จและประกาศออกมาไม่เกินปีหน้า”
นพ.นรังสันต์ย้อนกลับมาเล่าเกี่ยวกาแฟลดความอ้วนต่อไปอีกว่า ปัญหาที่อย.ต้องเร่งจัดการและขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างดำเนินคดีอยู่ 40 คดี คือปัญหาการโฆษณาเกินจริงของผลิตภัณฑ์กาแฟประเภทนี้
"มันเป็นเรื่องของการตลาดที่ต้องการจะขายสินค้าให้ได้มากขึ้นและให้ ได้ราคาแพงขึ้น ผู้ผลิตจึงจับเทรนด์ความไม่ต้องการแก่ ไม่ต้องการอ้วน ไม่ต้องการให้ผิวและใบหน้าเหี่ยวย่นของสาวๆ ในยุคนี้ จึงได้ใช้จุดนี้เพื่อโฆษณาชักจูงให้เชื่อว่าดื่มแล้วไม่อ้วน ดื่มแล้วจะเต่งตึงเพราะในผลิตภัณฑ์ได้ผสมผงคอลลาเจนลงไปบ้าง หรือทำให้อิ่มเร็วโดยไม่ต้องรับประทานอะไรเพิ่มหลังจากดื่มกาแฟประเภทนี้ เนื่องจากมีไฟเบอร์หรือใยอาหารบ้าง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการโฆษณาเกินจริงและผิดกฎหมาย”
และเมื่อพูดถึงประเด็นการโฆษณาของกาแฟประเภทนี้ สาวๆ ที่กำลังบริโภคกาแฟชนิดนี้อยู่หรือกำลังสนใจอยากลองดูคงจะสงสัยว่าภายในกาแฟ ลดความอ้วนนี้มีอะไรบ้าง รองเลขาธิการอย.ให้ความกระจ่างในข้อสงสัยนี้ว่า เท่าที่อย.สุ่มตรวจกาแฟลดความอ้วนในท้องตลาดเมืองไทย ยังไม่พบสารที่อวดอ้างว่าลดความอ้วนได้แต่อย่างใด
“3 ข้อที่เราตรวจเป็นพิเศษในกาแฟเหล่านี้คือสารลดความอ้วน,สารเพิ่มสมรรถภาพทาง เพศและสารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ที่เราเจอก็คือสารเพิ่มสมรรถภาพทางเพศที่เป็นข่าวไปเมื่อช่วงต้นปี แต่ในกาแฟลดอ้วนนั้นเรายังไม่พบสารลดความอ้วนตัวใดๆ และพบว่าส่วนใหญ่หลายยี่ห้อเติมสารให้ความหวานตัวอื่นแทนน้ำตาลเท่านั้น ก็เหมือนเราชงกาแฟแล้วเติมน้ำตาลเทียม แต่ราคากาแฟพวกนี้แพงกว่ากาแฟธรรมดามาก ผมว่าดื่มเอารสชาติก็พอได้ แต่มันไม่ได้ลดอ้วนจริงๆ หนทางการลดความอ้วนจริงๆ ชื่อว่าทุกคนทราบในเชิงทฤษฎี คือออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ เลือกกินอาหารมีประโยชน์การใช้ทางลัดมาดื่มกาแฟที่โฆษณาลดความอ้วนนั้น ผมคิดว่าเป็นการสิ้นเปลืองที่ไร้ประโยชน์และไม่ได้ผล”
นพ.นรังสันต์กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า อยากวิงวอนให้ผู้บริโภคทั้งหลายใส่ใจคำเตือนของอย.สักนิดเพื่อผลประโยชน์และ ความปลอดภัยของตัวท่านเองและหากไม่แน่ใจในสิ่งที่จะรับประทานเข้าไปว่าเป็น ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยหรือไม่ สามารถติดต่อสอบถามมายังอย.ได้ ผ่านสายด่วนอย.1556
ผลไม้ไทยกล้วยๆ ...ช่วยไดเอ็ท

วิถีรับประทานกล้วยมื้อเช้าแพร่หลายในประเทศญี่ปุ่น และเป็นที่นิยมถึงขนาดก่อตั้งชุมชนออนไลน์ (Social Networking Service) สำหรับคนกินกล้วยมื้อเช้ากันเลย ( Mixi) และภายในเวลาสองปีครึ่งที่ผ่านมา พบว่าสมาชิกชุมชนประสบความสำเร็จในการลดน้ำหนักถึง 300 คนแล้ว
พวกเขามีผู้นำชื่อ "ฮามาจิ" ผู้เปลี่ยนไดอารี่บันทึกวิธีลดน้ำหนักฉบับกล้วยมื้อเช้าให้เป็นพ็อคเกตบุ๊ก
สูตรไอเด็ทของเขาคือ กล้วยกี่ลูกก็ได้ตามใจอยาก + น้ำเปล่า เท่านั้นเอง
เมนูนี้ “เหมาะเหม็ง” ที่สุดด้วยเหตุผลหลายประการ
มองไปทางไหน เรามักเห็นกล้วยเกลื่อนตลาดไปหมด จึงไม่ยุ่งยากเกินไปที่จะเสาะหามารับประทาน แถมราคายังถูกแสนถูก อาจให้กันฟรีๆ หรือกินทิ้งกินขว้างยังได้เลย
ยิ่งช่วงเวลาเช้า เหล่ามนุษย์เงินเดือนต้องเร่งรีบกันอยู่แล้ว จะมีสักกี่คนที่สามารถปฏิบัติตามหลักโภชนาการที่ว่า มื้อเช้าสำคัญที่สุดบ้าง
ในเมื่อต้องการลดน้ำหนักแล้ว จงอย่าฝืนใจ หรืออดทนอดกลั้นทำตามกฎเคร่งครัดใดๆ ควรเอาเวลาไปกินมื้อเที่ยงให้อิ่มแปล้ และสังสรรค์มื้อเย็นกับเพื่อนโดยไม่อึดอัดใจกันดีกว่า
อีกอย่าง กล้วยไม่จำเป็นต้องหั่นปอกเปลือกเหมือนผลไม้ชนิดอื่น แค่ใช้มือปอกไม่กี่วินาทีก็กินได้แล้ว
กล้วยมื้อเช้าจึงโดนใจสาวกไดเอ็ท เพราะไม่เปลืองเงิน ไม่ต้องอด ไม่ต้องทน และไม่เสียเวลา
ฮามาจิ พบว่าการลดน้ำหนักสัมพันธ์กับระบบย่อยอาหารในร่างกายของคนเรา ฉะนั้นการกินผลไม้อย่างเดียว ทำให้กระเพาะได้พักผ่อน ช่วยฟื้นฟูสภาพการทำงานของกระเพาะ ลำไส้ และอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย
หลังจากรับประทานผลไม้ไป 15-20 นาที ผลไม้จะเคลื่อนที่ไปสู่ลำไส้ และเริ่มถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ขณะที่ผักคาร์โบไฮเดรตและโปรตีน จะใช้เวลาในการย่อยนานกว่า 3-4 ชั่วโมงเลยทีเดียว
ส่วน “น้ำ” ที่เราดื่มตามไปติดๆ จะช่วยทำให้การหมุนเวียนของเลือด และของเหลวในร่างกายดีขึ้น ส่งผลดีต่อการขับของเสียออกจากร่างกาย
สรรพคุณของกล้วยใบน้อยถือเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยสารอาหารมากมาย
เมื่อกินกล้วย เราจะได้รับวิตามินบี1 และบี 2 เร่งการเผาผลาญน้ำตาลและไขมัน ป้องกันตัวบวม และฟื้นฟูร่างกายจากความเหนื่อยล้า รวมทั้งเกลือแร่ เช่น โปรแตสเซียม ช่วยในการขับโซเดียมออกทางปัสสาวะ และแมกนีเซียม ช่วยควบคุมความดันเลือด และการทำงานของแคลเซียม อีกทั้งยังมีเส้นใย บรรเทาอาการท้องผูกได้ดี แต่มักเป็นสารอาหารที่เรามักไม่ได้รับให้เพียงพอในแต่ละวัน
นอกจากนั้นยังมีฤทธิ์ในการขับพิษสูง เพราะแป้งในกล้วยดิบจะช่วยดีท็อกซ์ ส่วนกล้วยสุกช่วยเสริมภูมิต้านทานป้องกันหวัดได้ดี
ที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเพียงคุณสมบัติพื้นฐาน
กล้วยยังมีสารโพลีฟินอล มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ทำหน้าที่ชะลอความแก่ และสารยูจินอล ซึ่งเป็นไฟโตเคมีคัล ที่ช่วยเร่งการพัฒนาสภาพร่างกาย รวมถึงเซโรโทนิน ช่วยลดอาการหงุดหงิด และทำให้ความอยากอาหารลดลง ตลอดจนตัวเอ็นไซม์ช่วยย่อยในเนื้อกล้วยเอง ก็จะทำให้การย่อยเป็นไปอย่างราบรื่น เป็นการประหยัดเอ็นไซม์ในร่างกาย ช่วยให้คลายความเหนื่อยล้าไปในตัว
น้ำตาลในกล้วย ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้มีสมาธิกับการทำงานมากขึ้น และส่งผลให้ความถี่และปริมาณการบริโภคน้ำตาลในระหว่างวันลดลงไปโดยปริยาย
ที่น่าทึ่งไปกว่านั้น มีผลวิจัยว่ากล้วยช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ NK ซึ่งเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่จัดการมะเร็งได้ด้วย
ข้อดีขนาดนี้ ถึงเวลาใช้ชีวิตสไตล์กล้วยมื้อเช้าอย่างถูกวิธีกันแล้ว
เริ่มจากกินกล้วยหอมอย่างเดียวในมื้อเช้า จะกี่ลูกก็ได้ตามต้องการ เคี้ยวให้ละเอียด ปล่อยให้ลิ้นได้รับรสอร่อยของกล้วยอย่างเพลิดเพลิน
หลังจากกินเสร็จแล้วยังหิวอยู่ ให้เว้นระยะเวลา 15-30 นาที จึงรับประทานอย่างอื่น เช่น ข้าว หรือแอบอมลูกกวาดก็ได้ไม่ว่ากัน
แต่ถ้าวันไหนเบื่อกล้วย หรือไม่ชอบกล้วยหอมจริงๆ จะเปลี่ยนเป็นผลไม้ชนิดอื่นก็ได้ แต่ขอให้เป็นผลไม้ชนิดเดียวเท่านั้น เพื่อแบ่งเบาภาระของกระเพาะของเราไม่ให้เหนื่อยเกินไปที่จะผลิตน้ำย่อยกรด ด่างต่างกัน แล้วตีกันให้ปั่นป่วน
มาถึงการดื่มเฉพาะน้ำเปล่า ณ อุณหภูมิห้อง และดื่มบ่อยๆ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องปริมาณ เดี๋ยวพานจะเครียดเปล่าๆ จงดื่มเท่าที่พอใจ เพื่อให้ประสาทการรับรสดีขึ้น ซึ่งต่างจากน้ำดื่มที่มีรสชาติ มันจะทำให้ประสาทการรับรสแย่ลง ส่งผลให้เราต้องเพิ่มปริมาณอาหารโดยไม่จำเป็น
อีกทั้ง น้ำเปล่ายังไม่ต้องย่อยที่กระเพาะอาหารและลำไส้ จึงเป็นการปล่อยให้พวกมันได้เวลาพักไปในตัว
ส่วนมื้อกลางวัน จะกินอะไรก็ได้ แต่ต้องเคี้ยวให้ละเอียด กินให้เต็มที่ หากกั๊กไว้ เสี่ยงกินจุบกินจิบระหว่างวัน แผนการที่วางไว้ตั้งแต่ต้นจะล้มครืนลงทันที
พอถึงบ่ายสามก็กินของว่างได้บ้าง โดยเฉพาะของว่างประเภทข้าว ช็อกโกแลต หรือผลไม้ชนิดใดชนิดหนึ่งเท่านั้น และกินอาหารเย็นให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยเวลาเหมาะสมจะอยู่ที่ 6 โมงเย็นแต่ไม่เกิน 2 ทุ่ม และพยายามกินให้เร็วขึ้นจากปัจจุบันสักครึ่งชั่วโมงจะดีมาก รวมทั้งไม่รับประทานของหวานหลังอาหารเย็น
หลังจากใส่ใจอาหารการกิน ก็ต้องนอนหลับให้ไวขึ้น ไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องนอนก่อนเที่ยงคืนให้ได้ และให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายที่ไม่หักโหมจนเกินไป ทำให้พอเหมาะ เพื่อร่างกายสดชื่น แล้วสูตรกล้วยไดเอ็ทนั้นก็จะสัมฤทธิผลดั่งใจ
อาหารของชีวิต..พิชิตโรค
ต้านอาการเกาต์ด้วยอาหาร
วิถีชีวิตที่เร่งรีบแบบคนเมืองทำให้ คุณศรัญยู ชเนศร์ ประธานบริหารโรงพยาบาล กล้วยน้ำไท 1 ไม่มีทางเลือกในการรับประทานอาหารมากนัก จนเกิดปัญหาสุขภาพขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“ผมไม่เคยรู้ตัวมาก่อนเลยว่าการกินของผมทำให้เป็นโรคเกาต์ได้ ผมชอบกินสเต็กเป็นชีวิตจิตใจ ต้องกินอย่างน้อยวันละชิ้น และกินทุกวัน ติดต่อกันมาหลายปี จนรู้สึกว่าเริ่มมีอาการข้ออักเสบ”
“เมื่อก่อนเวลามีอาการปวดผมจะใช้ยาแก้ปวดระงับอาการ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ทั้งๆ ที่สาเหตุของอาการปวดมาจากอาหารที่กินเข้าไป” “ช่วงที่อาการหนักที่สุด คือตอนไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ข้อเท้าอักเสบ ปวดข้อเท้ามาก ภายในข้อบวมจนแน่น ข้อเบียดกันจนแทบขยับไม่ได้ คิดดูแล้วกันว่าเท้าบวมจนถึงขนาดใส่รองเท้าไม่ได้เลย ทริปนั้นผมเดินไม่ไหวจนต้องยอมฉีดยาเข้าที่ข้อ ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาก็เข็ดเลย เวลาอยากจะกินอะไร ภาพความเจ็บปวดในวันนั้นก็เตือนใจผมมาตลอด”
“หลังกลับจากประเทศญี่ปุ่นผมได้ปรับเปลี่ยนเรื่องการกินอาหารใหม่ทุกอย่าง โดยใช้ธรรมชาติบำบัดเข้ามาช่วย ทุกวันนี้มีอาการปวดก็จะไม่กินเนื้อสัตว์เลย โดยเฉพาะสัตว์ปีก สัตว์มีกระดอง เครื่องในสัตว์ อาหารทะเลกินได้แต่ปลา งดผักที่มีกรดยูริกสูง เช่น ยอดกระถิน ชะอม เห็ด ถั่วชนิดต่างๆ ถ้าต้องกินผัดผักก็จะเลือกกินผักไปเลย อย่างเช่น ผัดคะน้าก็กินต้นกินใบ แต่ไม่กินยอดคะน้า ถ้าเป็นแกงจืดจะไม่ใส่เต้าหู้ เพราะเต้าหู้ทำให้กรดยูริกสูง ผมจะหลีกเลี่ยงอาหารที่มีสารพิวรีนสูงทั้งหมด”
“หลังจากควบคุมอาหารได้ไม่นาน อาการเกาต์เรื้อรังที่เป็นมานานก็เริ่มทุเลาลง อาการที่เคยกำเริบบ่อยๆ ปัจจุบันลดลงเหลือเพียงไม่กี่ครั้งต่อปีเท่านั้น”
“การปรับเปลี่ยนอาหารเป็นเรื่องที่ยากมาก แต่จำเป็นต้องทำ ผมพยายามเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นอาการ หรือถ้าเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ก็จะใช้วิธีกินชดเชยด้วยการกินสลัดผลไม้ เช่น เนื้อสับปะรด และแกนหั่นชิ้นพอคำ ส้มเขียวแหวน แกะเป็นกลีบ ฝรั่งหั่นชิ้นพอคำ ราดด้วยน้ำสลัดสูตรสุขภาพ หรืออาหารที่ไม่ไปกระตุ้นการเกิดยูริก”
“เมื่อก่อนผมจะระวังแต่อาหารที่มีสารพิวรีนสูงเท่านั้น ทั้งๆ ที่โรคความดันโลหิตสูง อาหารที่อุดมณ์ไปด้วยคอเลสเตอรอล และไตกรีเซอร์ไรสูงๆ เป็นปัจจัยเสริมของการเกิดโรคเกาต์ได้เช่นกัน”
“กำลังใจที่สำคัญของผมก็คือครอบครัวคอยให้กำลังใจและใส่ใจเรื่องอาหารการกิน ของผม ภรรยาและลูกสาวจะรู้ว่าผมกินอะไรไม่ได้บ้าง ก็จะช่วยระวังและคอยเตือนเสมอ”
ตามใจปาก ลำบากหัวใจ
ด้วยตำแหน่งหน้าที่การงานระดับผู้บริหารของ คุณวิรัช โหตระไวศยะ ผู้อำนวยการกองประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยราชมงคลธัญบุรี ทำให้ต้องเดินทางอยู่เสมอ เมื่อต้องทำงานหนักก็มักให้รางวัลตัวเองด้วยการกิน ใครว่าที่ไหนดี อาหารอร่อยจะตระเวนไปชิม ทุกที่ทุกเมนู
“ตอนที่เริ่มรู้สึกว่ามีอาการผิดปกติ ผมอายุแค่ 47 ปีเอง ช่วงนั้น น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หนักที่สุด 84 กิโลกรัม จนวันหนึ่งรู้สึกอึดอัด ไม่สบายตัว แน่นหน้าอก จึงไปหาหมอ คุณหมอเห็นท่าอาการไม่ดีจึงขอตรวจร่างกายอย่างละเอียด พบว่ามีหลอดเลือดหัวใจตีบถึง 3 เส้น ตอนนั้นตกใจมาก ไม่คิดว่าตัวเองจะอาการหนักถึงขนาดนี้ เพราะไม่มีอาการเตือนมาก่อนเลย การรักษาที่ทำได้มีอยู่ทางเดียวคือต้องทำบายพาสหลอดเลือดหัวใจ”
“ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ามีคนเป็นโรคนี้กันมาก คิดว่าเป็นได้แต่กับผู้สูงอายุ หรือคนที่ชอบกินอาหารมันเท่านั้น” “ระหว่างรอผ่าตัด ผมกลับมาให้ความสำคัญเรื่องของอาหารอย่างจริงจัง หันมากินข้าวกล้อง กินผักจิ้มน้ำพริก ดื่มน้ำเปล่า ผมไม่กินเนื้อสัตว์เลย ยกเว้นปลา งดน้ำตาล อาหารมันๆ อาหารผัด หรืออาหารทอดทุกชนิด”
ผลที่ได้จากการปรับเปลี่ยนอาหารจากหน้ามือเป็นหลังมือ ทำให้น้ำหนักตัวคุณวิรัชลดลงเหลือเพียง 62 กิโลกรัมเท่านั้น และสุขภาพของคุณวิรัชดีขึ้นมาก ปัจจุบันคุณวิรัชสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติ ออกกำลังกายคุมน้ำหนักได้คงที่ กลับมาหุ่นดี กระฉับกระเฉงเหมือนสมัยหนุ่มอีกครั้ง
ปรับอาหาร ต้านโรคไต
ภาพของผู้ชายในเสื้อกราวน์สีขาวเดินด้วยท่าทีเร่งรีบ กลายเป็นภาพชินตาของผู้ที่เข้ามารอรักษาที่โรงพยาบาลชัยภูมิ นายแพทย์สาธิต ก้านทอง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน หู คอ จมูก เป็นอีกผู้หนึ่งที่เริ่มมีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพไต
“สมัยเมื่อ 8-9 ปีที่แล้วผมใช้ชีวิตอย่างสมบุกสมบันมาก ทำงานหนัก พักผ่อนน้อย นอนวันละไม่กี่ชั่วโมง เพราะคนไข้เยอะ มักมานั่งรอตรวจตั้งแต่เช้า เราเป็นหมอต้องตื่นเช้า กว่าจะได้นอนก็ตีสามตีสี่ ประกอบกับสังคมของผู้ชายก็หนีไม่พ้นเรื่องเหล้ายาปลาปิ้ง ช่วงนั้นดื่มหนักด้วย”
“เรื่องอาหารมีส่วนที่ทำให้ไตทำงานผิดปกติด้วยเหมือนกัน พื้นเพผมเป็นคนอิสาน อาหารที่กินก็เป็นอาหารบ้านๆ เช่น หม่ำ ลาบ ส้มตำ ปลาร้า ไส้กรอกอิสาน แถมยังชอบกินอาหารมันๆ อย่างเนื้อย่างเกาหลี หมูทอดเค็ม ไก่ทอด ไส้กรอก เบคอน เรียกได้ว่ากินทุกอย่างไม่เลือก”
จนกระทั่งเมื่อปลายปี 2551 เริ่มรู้สึกว่าร่างกายมีอาการผิดปกติ “ผมแค่เป็นไข้หวัด แต่รู้สึกว่าทำไมร่างกายอ่อนเพลียมากกว่าทุกครั้ง เหนื่อยง่าย รู้สึกมึนงง จึงไปตรวจสุขภาพ ตอนแรกคิดว่าตับน่าจะมีปัญหา ปรากฎว่าตับปกติ แต่ไตกลับมีปัญหาแทน ไตทำงานแย่ลง เริ่มกรองของเสียออกจากร่างกายได้ไม่ดี และอาการต่างๆ ที่ผมเป็นล้วนเป็นอาการของโรคไตเรื้อรังทั้งนั้น”
“พอหลังจากที่รู้ว่ามีปัญหาสุขภาพจึงเริ่มดูแลเรื่องอาหารมากขึ้น จากที่เคยกินอาหารเค็มพวกของหมักของดอง อาหารอีสาน อย่างหม่ำ ก้อย ลาบดิบๆ ก็งดเลย งดอาหารมัน ลดการกินเนื้อสัตว์ลง หันมาเลือกกินผักและผลไม้ไร้สารพิษ โดยนำมาทำเป็นสลัด ต้มจับฉ่าย กินข้าวกล้อง ดื่มน้ำอาร์ซี หลังจากที่คุมอาหารมาได้ 6 เดือนก็เห็นผล รู้สึกสดชื่น ภูมิต้านทานดีขึ้น ผมเคยเป็นหวัดบ่อยๆ ก็ไม่ค่อยเป็นอีก และที่สำคัญการทำงานของไตก็เริ่มดีขึ้นตามมา”
“ผู้ที่เป็นโรคไตไม่ควรออกกำลังกายหักโหม ควรออกกำลังกายเบาๆ แต่สม่ำเสมอ ทุกวันนี้ผมพยายามวิ่งออกกำลังกายให้ได้อาทิตย์ละ 2 วัน “เมื่อต้องออกไปทำงานระยะทางไม่ไกลมาก ผมจะปั่นจักรยานแทนการใช้รถยนต์ และนำหลักชีวจิตของ อาจารย์สาทิส อินทรกำแหง มาปรับใช้ร่วมกับชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุข”