ต้านอาการเกาต์ด้วยอาหาร
วิถีชีวิตที่เร่งรีบแบบคนเมืองทำให้ คุณศรัญยู ชเนศร์ ประธานบริหารโรงพยาบาล กล้วยน้ำไท 1 ไม่มีทางเลือกในการรับประทานอาหารมากนัก จนเกิดปัญหาสุขภาพขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“ผมไม่เคยรู้ตัวมาก่อนเลยว่าการกินของผมทำให้เป็นโรคเกาต์ได้ ผมชอบกินสเต็กเป็นชีวิตจิตใจ ต้องกินอย่างน้อยวันละชิ้น และกินทุกวัน ติดต่อกันมาหลายปี จนรู้สึกว่าเริ่มมีอาการข้ออักเสบ”
“เมื่อก่อนเวลามีอาการปวดผมจะใช้ยาแก้ปวดระงับอาการ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ทั้งๆ ที่สาเหตุของอาการปวดมาจากอาหารที่กินเข้าไป” “ช่วงที่อาการหนักที่สุด คือตอนไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ข้อเท้าอักเสบ ปวดข้อเท้ามาก ภายในข้อบวมจนแน่น ข้อเบียดกันจนแทบขยับไม่ได้ คิดดูแล้วกันว่าเท้าบวมจนถึงขนาดใส่รองเท้าไม่ได้เลย ทริปนั้นผมเดินไม่ไหวจนต้องยอมฉีดยาเข้าที่ข้อ ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาก็เข็ดเลย เวลาอยากจะกินอะไร ภาพความเจ็บปวดในวันนั้นก็เตือนใจผมมาตลอด”
“หลังกลับจากประเทศญี่ปุ่นผมได้ปรับเปลี่ยนเรื่องการกินอาหารใหม่ทุกอย่าง โดยใช้ธรรมชาติบำบัดเข้ามาช่วย ทุกวันนี้มีอาการปวดก็จะไม่กินเนื้อสัตว์เลย โดยเฉพาะสัตว์ปีก สัตว์มีกระดอง เครื่องในสัตว์ อาหารทะเลกินได้แต่ปลา งดผักที่มีกรดยูริกสูง เช่น ยอดกระถิน ชะอม เห็ด ถั่วชนิดต่างๆ ถ้าต้องกินผัดผักก็จะเลือกกินผักไปเลย อย่างเช่น ผัดคะน้าก็กินต้นกินใบ แต่ไม่กินยอดคะน้า ถ้าเป็นแกงจืดจะไม่ใส่เต้าหู้ เพราะเต้าหู้ทำให้กรดยูริกสูง ผมจะหลีกเลี่ยงอาหารที่มีสารพิวรีนสูงทั้งหมด”
“หลังจากควบคุมอาหารได้ไม่นาน อาการเกาต์เรื้อรังที่เป็นมานานก็เริ่มทุเลาลง อาการที่เคยกำเริบบ่อยๆ ปัจจุบันลดลงเหลือเพียงไม่กี่ครั้งต่อปีเท่านั้น”
“การปรับเปลี่ยนอาหารเป็นเรื่องที่ยากมาก แต่จำเป็นต้องทำ ผมพยายามเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นอาการ หรือถ้าเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ก็จะใช้วิธีกินชดเชยด้วยการกินสลัดผลไม้ เช่น เนื้อสับปะรด และแกนหั่นชิ้นพอคำ ส้มเขียวแหวน แกะเป็นกลีบ ฝรั่งหั่นชิ้นพอคำ ราดด้วยน้ำสลัดสูตรสุขภาพ หรืออาหารที่ไม่ไปกระตุ้นการเกิดยูริก”
“เมื่อก่อนผมจะระวังแต่อาหารที่มีสารพิวรีนสูงเท่านั้น ทั้งๆ ที่โรคความดันโลหิตสูง อาหารที่อุดมณ์ไปด้วยคอเลสเตอรอล และไตกรีเซอร์ไรสูงๆ เป็นปัจจัยเสริมของการเกิดโรคเกาต์ได้เช่นกัน”
“กำลังใจที่สำคัญของผมก็คือครอบครัวคอยให้กำลังใจและใส่ใจเรื่องอาหารการกิน ของผม ภรรยาและลูกสาวจะรู้ว่าผมกินอะไรไม่ได้บ้าง ก็จะช่วยระวังและคอยเตือนเสมอ”
ตามใจปาก ลำบากหัวใจ
ด้วยตำแหน่งหน้าที่การงานระดับผู้บริหารของ คุณวิรัช โหตระไวศยะ ผู้อำนวยการกองประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยราชมงคลธัญบุรี ทำให้ต้องเดินทางอยู่เสมอ เมื่อต้องทำงานหนักก็มักให้รางวัลตัวเองด้วยการกิน ใครว่าที่ไหนดี อาหารอร่อยจะตระเวนไปชิม ทุกที่ทุกเมนู
“ตอนที่เริ่มรู้สึกว่ามีอาการผิดปกติ ผมอายุแค่ 47 ปีเอง ช่วงนั้น น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หนักที่สุด 84 กิโลกรัม จนวันหนึ่งรู้สึกอึดอัด ไม่สบายตัว แน่นหน้าอก จึงไปหาหมอ คุณหมอเห็นท่าอาการไม่ดีจึงขอตรวจร่างกายอย่างละเอียด พบว่ามีหลอดเลือดหัวใจตีบถึง 3 เส้น ตอนนั้นตกใจมาก ไม่คิดว่าตัวเองจะอาการหนักถึงขนาดนี้ เพราะไม่มีอาการเตือนมาก่อนเลย การรักษาที่ทำได้มีอยู่ทางเดียวคือต้องทำบายพาสหลอดเลือดหัวใจ”
“ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ามีคนเป็นโรคนี้กันมาก คิดว่าเป็นได้แต่กับผู้สูงอายุ หรือคนที่ชอบกินอาหารมันเท่านั้น” “ระหว่างรอผ่าตัด ผมกลับมาให้ความสำคัญเรื่องของอาหารอย่างจริงจัง หันมากินข้าวกล้อง กินผักจิ้มน้ำพริก ดื่มน้ำเปล่า ผมไม่กินเนื้อสัตว์เลย ยกเว้นปลา งดน้ำตาล อาหารมันๆ อาหารผัด หรืออาหารทอดทุกชนิด”
ผลที่ได้จากการปรับเปลี่ยนอาหารจากหน้ามือเป็นหลังมือ ทำให้น้ำหนักตัวคุณวิรัชลดลงเหลือเพียง 62 กิโลกรัมเท่านั้น และสุขภาพของคุณวิรัชดีขึ้นมาก ปัจจุบันคุณวิรัชสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติ ออกกำลังกายคุมน้ำหนักได้คงที่ กลับมาหุ่นดี กระฉับกระเฉงเหมือนสมัยหนุ่มอีกครั้ง
ปรับอาหาร ต้านโรคไต
ภาพของผู้ชายในเสื้อกราวน์สีขาวเดินด้วยท่าทีเร่งรีบ กลายเป็นภาพชินตาของผู้ที่เข้ามารอรักษาที่โรงพยาบาลชัยภูมิ นายแพทย์สาธิต ก้านทอง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน หู คอ จมูก เป็นอีกผู้หนึ่งที่เริ่มมีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพไต
“สมัยเมื่อ 8-9 ปีที่แล้วผมใช้ชีวิตอย่างสมบุกสมบันมาก ทำงานหนัก พักผ่อนน้อย นอนวันละไม่กี่ชั่วโมง เพราะคนไข้เยอะ มักมานั่งรอตรวจตั้งแต่เช้า เราเป็นหมอต้องตื่นเช้า กว่าจะได้นอนก็ตีสามตีสี่ ประกอบกับสังคมของผู้ชายก็หนีไม่พ้นเรื่องเหล้ายาปลาปิ้ง ช่วงนั้นดื่มหนักด้วย”
“เรื่องอาหารมีส่วนที่ทำให้ไตทำงานผิดปกติด้วยเหมือนกัน พื้นเพผมเป็นคนอิสาน อาหารที่กินก็เป็นอาหารบ้านๆ เช่น หม่ำ ลาบ ส้มตำ ปลาร้า ไส้กรอกอิสาน แถมยังชอบกินอาหารมันๆ อย่างเนื้อย่างเกาหลี หมูทอดเค็ม ไก่ทอด ไส้กรอก เบคอน เรียกได้ว่ากินทุกอย่างไม่เลือก”
จนกระทั่งเมื่อปลายปี 2551 เริ่มรู้สึกว่าร่างกายมีอาการผิดปกติ “ผมแค่เป็นไข้หวัด แต่รู้สึกว่าทำไมร่างกายอ่อนเพลียมากกว่าทุกครั้ง เหนื่อยง่าย รู้สึกมึนงง จึงไปตรวจสุขภาพ ตอนแรกคิดว่าตับน่าจะมีปัญหา ปรากฎว่าตับปกติ แต่ไตกลับมีปัญหาแทน ไตทำงานแย่ลง เริ่มกรองของเสียออกจากร่างกายได้ไม่ดี และอาการต่างๆ ที่ผมเป็นล้วนเป็นอาการของโรคไตเรื้อรังทั้งนั้น”
“พอหลังจากที่รู้ว่ามีปัญหาสุขภาพจึงเริ่มดูแลเรื่องอาหารมากขึ้น จากที่เคยกินอาหารเค็มพวกของหมักของดอง อาหารอีสาน อย่างหม่ำ ก้อย ลาบดิบๆ ก็งดเลย งดอาหารมัน ลดการกินเนื้อสัตว์ลง หันมาเลือกกินผักและผลไม้ไร้สารพิษ โดยนำมาทำเป็นสลัด ต้มจับฉ่าย กินข้าวกล้อง ดื่มน้ำอาร์ซี หลังจากที่คุมอาหารมาได้ 6 เดือนก็เห็นผล รู้สึกสดชื่น ภูมิต้านทานดีขึ้น ผมเคยเป็นหวัดบ่อยๆ ก็ไม่ค่อยเป็นอีก และที่สำคัญการทำงานของไตก็เริ่มดีขึ้นตามมา”
“ผู้ที่เป็นโรคไตไม่ควรออกกำลังกายหักโหม ควรออกกำลังกายเบาๆ แต่สม่ำเสมอ ทุกวันนี้ผมพยายามวิ่งออกกำลังกายให้ได้อาทิตย์ละ 2 วัน “เมื่อต้องออกไปทำงานระยะทางไม่ไกลมาก ผมจะปั่นจักรยานแทนการใช้รถยนต์ และนำหลักชีวจิตของ อาจารย์สาทิส อินทรกำแหง มาปรับใช้ร่วมกับชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุข”
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น